วันจันทร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

physics in our life.....

ไฟฟ้าสถิต
               เป็นปรากฏการณ์ที่ปริมาณประจุไฟฟ้าขั้วบวกและขั้วลบบนผิววัสดุมีไม่เท่ากัน ปกติจะแสดงในรูปการดึงดูด, การผลักกัน และเกิดประกายไฟ
การเกิดไฟฟ้าสถิต

การเกิดไฟฟ้าสถิต
                การที่ปริมาณประจุไฟฟ้าขั้วบวกและขั้วลบ  บนผิววัสดุมีไม่เท่ากันทำให้เกิดแรงดึงดูดเมื่อวัตถุทั้ง 2 ชิ้นมีประจุต่างชนิดกัน หรือเกิดแรงผลักกันเมื่อวัสดุทั้ง 2 ชิ้นมีประจุชนิดเดียวกัน เราสามารถสร้างไฟฟ้าสถิตโดยการนำผิวสัมผัสของวัสดุ 2 ชิ้นมาขัดสีกัน พลังงานที่เกิดจากการขัดสีกันทำให้ประจุไฟฟ้าบนผิววัสดุจะเกิดการแลกเปลี่ยนกัน โดยจะเกิดกับวัสดุประเภทที่ไม่นำไฟฟ้า หรือที่เรียกว่า ฉนวน ตัวอย่างเช่น ยาง, พลาสติก และแก้ว สำหรับวัสดุประเภทที่นำไฟฟ้านั้นโอกาสเกิดปรากฏการณ์ประจุไฟฟ้าบนผิววัสดุไม่เท่ากันนั้นยากแต่ก็สามารถเกิดขึ้นได้ เช่น กรณีที่ผิวโลหะถูกกระแทกด้วยของแข็งหรือของเหลวที่ไม่เป็นตัวนำ ประจุที่เกิดการเคลื่อนย้ายระหว่างการสัมผัสจะถูกเก็บบนผิวของวัสดุทั้ง 2 ชิ้น ผู้ค้นพบ คือ ทาลีส นักปาร์ญชาวกรีก
               ไฟฟ้าสถิตเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่คุ้นเคยสำหรับประเทศที่มีอากาศหนาว ในฤดูหนาวสำหรับประเทศเหล่านี้ความชื้นในอากาศจะต่ำมาก การเกิดไฟฟ้าสถิตบนผิวหนังจะเกิดขึ้นง่ายมาก ดังนั้นเมื่อเกิดการสัมผัสกับวัสดุประเภทตัวนำจะทำให้เกิดการถ่ายเทประจุไปยังตัวนำอย่างรวดเร็ว
การเกี่ยวข้องในชีวิตประจำวัน
ปรากฏการณ์ไฟฟ้าสถิตที่เกิดขึ้นในถุงข้าวสาร 
ถุงพลาสติกกับเม็ดข้าวสารที่บรรจุอยู่ภายในถุงจะเกิดการเสียดสีกันทำให้ต่างมีประจุไฟฟ้าที่ต่างกัน  ดังนั้นจึงมักเห็นเม็ดข้าวสารเกาะติดอยู่กับถุงพลาสติก ดังรูป(1)
http://www.rmutphysics.com/charud/scibook/physcis-for-everyday/physics-for-everydayuse-content/81-100/indexcontent97.htm

            หากเอานิ้วมือแตะด้านนอกของถุงพลาสติกที่มีเม็ดข้าวสารเกาะติดอยู่ดังรูป (2) เม็ดข้าวสารจะเคลื่อนไปเกาะติดบริเวณอื่นแทน
            เพราะถุงพลาสติกเป็นฉนวนจึงมีประจุไฟฟ้าลบอยู่  เมื่อนิ้วมือเข้าใกล้จึงถูกเหนี่ยวนำให้เกิดประจุไฟฟ้าบวก  ในขณะนั้นเม็ดข้าวสารในถุงซึ่งมีประจุไฟฟ้าลบบวกจะได้รับแรง 2 แรงพร้อมกันคือ  แรงดูดจากถุงพลาสติกที่มีประจะไฟฟ้าลบกับแรงผลักจากนิ้วมือที่มีประจุไฟฟ้าบวก  โดยแรงทั้งสองมีทิศทางตรงกันข้ามและจะหักล้างกัน  ในที่สุดเม็ดข้าวสารจะไม่ได้รับแรงดูดที่บริเวณนี้อีกต่อไป  จึงถูกดูดไปอยู่ที่อื่นแทน
เเหล่งอ้างอิง:
http://www.rmutphysics.com/physics/oldfront/51/index51%20static%20electric.htm
http://www.pifloors.com/Default.aspx?pageid=15
http://www.rmutphysics.com/physics/oldfront/51/index51%20static%20electric.htm
http://www.rmutphysics.com/charud/scibook/physcis-for-everyday/physics-for-everydayuse-content/81-100/indexcontent97.htm

วันอังคารที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2554

physics in our life.....

แรงของไฟฟ้าสถิต
ไฟฟ้าสถิตคืออะไรและเกิดขึ้นได้อย่างไร 
      ไฟฟ้าสถิต (Static electricity หรือ Electrostatic Charges)
เป็นปรากฏการณ์ที่ปริมาณประจุไฟฟ้าขั้วบวกและขั้วลบบนผิววัสดุมีไม่เท่ากันปกติจะแสดงในรูปการดึงดูด,การผลักกันและเกิดประกายไฟ

การเกิดไฟฟ้าสถิต
                การที่ปริมาณประจุไฟฟ้าขั้วบวกและขั้วลบบนผิววัสดุมีไม่เท่ากันทำให้เกิดแรงดึงดูดเมื่อวัตถุทั้ง 2 ชิ้นมีประจุต่างชนิดกันหรือเกิดแรงผลักกัน  เมื่อวัสดุทั้ง 2 ชิ้นมีประจุชนิดเดียวกันเราสามารถสร้างไฟฟ้าสถิตโดยการนำผิวสัมผัสของวัสดุ 2 ชิ้นมาขัดสีกัน  พลังงานที่เกิดจากการขัดสีกันทำให้ประจุไฟฟ้าบนผิววัสดุจะเกิดการแลกเปลี่ยนกัน  โดยจะเกิดกับวัสดุประเภทที่ไม่นำไฟฟ้า หรือที่เรียกว่า ฉนวน ตัวอย่างเช่น ยาง,พลาสติก และแก้ว   สำหรับวัสดุประเภทที่นำไฟฟ้านั้น โอกาสเกิดปรากฏการณ์ประจุไฟฟ้าบนผิววัสดุไม่เท่ากันนั้นยาก  แต่ก็สามารถเกิดขึ้นได้ 
ฟิสิกส์ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน
ปรากฏการณ์ไฟฟ้าสถิต ที่เกิดขึ้นในถุงข้าวสาร 
 ถุงพลาสติกกับเม็ดข้าวสารที่บรรจุอยู่ภายในถุงจะเกิดการเสียดสีกันทำให้ต่างมีประจุไฟฟ้าที่ต่างกัน  ดังนั้นจึงมักเห็นเม็ดข้าวสารเกาะติดอยู่กับถุงพลาสติก ดังรูป (1)


หากเอานิ้วมือแตะด้านนอกของถุงพลาสติกที่มีเม็ดข้าวสารเกาะติดอยู่ดังรูป (2) เม็ดข้าวสารจะเคลื่อนไปเกาะติดบริเวณอื่นแทน  เป็นเพราะเหตุใด ????
ทั้งนี้เป็นเพราะถุงพลาสติกมีประจุไฟฟ้าลบอยู่  เมื่อนิ้วมือเข้าใกล้จึงถูกเหนี่ยวนำให้เกิดประจุไฟฟ้าบวก  ในขณะนั้นเม็ดข้าวสารในถุงซึ่งมีประจุไฟฟ้าลบบวกจะได้รับแรง 2 แรงพร้อมกันคือ  แรงดูดจากถุงพลาสติกที่มีประจะไฟฟ้าลบกับแรงผลักจากนิ้วมือที่มีประจุไฟฟ้าบวก  โดยแรงทั้งสองมีทิศทางตรงกันข้ามและจะหักล้างกัน  ในที่สุดเม็ดข้าวสารจะไม่ได้รับแรงดูดที่บริเวณนี้อีกต่อไป  จึงถูกดูดไปอยู่ที่อื่นแทน

physics in our life.....

แรงของไฟฟ้าสถิต
ไฟฟ้าสถิตคืออะไรและเกิดขึ้นได้อย่างไร
      ไฟฟ้าสถิต (Static electricity หรือ Electrostatic Charges)
เป็นปรากฏการณ์ที่ปริมาณประจุไฟฟ้าขั้วบวกและขั้วลบบนผิววัสดุมีไม่เท่ากันปกติจะแสดงในรูปการดึงดูด,การผลักกันและเกิดประกายไฟ

การเกิดไฟฟ้าสถิต
                การที่ปริมาณประจุไฟฟ้าขั้วบวกและขั้วลบบนผิววัสดุมีไม่เท่ากันทำให้เกิดแรงดึงดูดเมื่อวัตถุทั้ง 2 ชิ้นมีประจุต่างชนิดกันหรือเกิดแรงผลักกัน  เมื่อวัสดุทั้ง 2 ชิ้นมีประจุชนิดเดียวกันเราสามารถสร้างไฟฟ้าสถิตโดยการนำผิวสัมผัสของวัสดุ 2 ชิ้นมาขัดสีกัน  พลังงานที่เกิดจากการขัดสีกันทำให้ประจุไฟฟ้าบนผิววัสดุจะเกิดการแลกเปลี่ยนกัน  โดยจะเกิดกับวัสดุประเภทที่ไม่นำไฟฟ้า หรือที่เรียกว่า ฉนวน ตัวอย่างเช่น ยาง,พลาสติก และแก้ว   สำหรับวัสดุประเภทที่นำไฟฟ้านั้น โอกาสเกิดปรากฏการณ์ประจุไฟฟ้าบนผิววัสดุไม่เท่ากันนั้นยาก  แต่ก็สามารถเกิดขึ้นได้ 
ฟิสิกส์ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน
ปรากฏการณ์ไฟฟ้าสถิต ที่เกิดขึ้นในถุงข้าวสาร 
 ถุงพลาสติกกับเม็ดข้าวสารที่บรรจุอยู่ภายในถุงจะเกิดการเสียดสีกันทำให้ต่างมีประจุไฟฟ้าที่ต่างกัน  ดังนั้นจึงมักเห็นเม็ดข้าวสารเกาะติดอยู่กับถุงพลาสติก ดังรูป (1)


หากเอานิ้วมือแตะด้านนอกของถุงพลาสติกที่มีเม็ดข้าวสารเกาะติดอยู่ดังรูป (2) เม็ดข้าวสารจะเคลื่อนไปเกาะติดบริเวณอื่นแทน  เป็นเพราะเหตุใด ????
ทั้งนี้เป็นเพราะถุงพลาสติกมีประจุไฟฟ้าลบอยู่  เมื่อนิ้วมือเข้าใกล้จึงถูกเหนี่ยวนำให้เกิดประจุไฟฟ้าบวก  ในขณะนั้นเม็ดข้าวสารในถุงซึ่งมีประจุไฟฟ้าลบบวกจะได้รับแรง 2 แรงพร้อมกันคือ  แรงดูดจากถุงพลาสติกที่มีประจะไฟฟ้าลบกับแรงผลักจากนิ้วมือที่มีประจุไฟฟ้าบวก  โดยแรงทั้งสองมีทิศทางตรงกันข้ามและจะหักล้างกัน  ในที่สุดเม็ดข้าวสารจะไม่ได้รับแรงดูดที่บริเวณนี้อีกต่อไป  จึงถูกดูดไปอยู่ที่อื่นแทน



วันศุกร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

คูณเข็ดกับความรักมากเเค่ไหน

1. ถ้าแม่ใช้ให้ไปซื้อของ คิดว่าแม่ใช้ให้ไปซื้ออะไร
a. นม
b.ขนมปัง
c.เค้ก
d.หนังสือพิมพ์

2. ถ้าคุณวิ่งหนีหมาตัวหนึ่ง เหตุผลคือ
A. กลัวมันน่ะสิ...ถามได้
B. กลัวว่าน้องหมาจะแย่งของกินที่ถือมา
C. เล่นกับมัน "เก่งจริงวิ่งตามมาสิ"

3. ถ้าวิ่งหนีหมาตัวนั้นจนมาเจอกำแพงสูง จะทำยังไง
A. ลอดช่องเล็กๆ ที่กำแพงออกไป
B. ปีนบันไดข้ามไปสิ
C. มองหาประตูก่อนเลย

4. มองไกลไปหลังแนวป่า คุณคิดว่าจะเป็นปราสาทแบบไหน
A. ปราสาทสวยเหมือนออกจากหนังสือดีไซน์
B. ปราสาทหินโบราณ
C. ปราสาทที่ส่องระยิบระยับ

5. คุณเข้าป่าเดินทางไปที่ปราสาทหลังนั้น คุณคิดว่าที่ป่านั้นจะเจอกับสัตว์อะไร
a.กระรอก
b.กวาง
c.หมี
d.เสือ

6. ถึงหน้าประตูประสาท ข้อความบนป้ายคุณคิดว่าเขียนไว้ว่ายังไง
A. เข้าได้เฉพาะผู้หญิง
B. ค่าผ่านประตู 30 บาท
C. ห้ามเข้า!
D. ยินดีต้อนรับ

7.ในปราสาทมืดมากกกกก แต่จู่ๆ มีกลิ่นหนึ่งโชยมา คุณคิดว่าจะเป็นกลิ่นแบบไหน
A. กลิ่นหอมน่ากินของพายแอ๊ปเปิล
B. กลิ่นกายของใครสักคน
C. กลิ่นน้ำหอม
   

 เฉลย 1. ทายว่าคุณเป็นคนแบบไหน
A เป็นคนเงียบๆ ชอบอยู่คนเดียว มีอะไรก็มักจะเก็บไว้ในใจ อ่อนไหว และช่างฝัน
B เป็นสาวสังคม ชอบทำงาน มีความมั่นใจ ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ดูท้าทายไปหมด
C เป็นคนสดใส ร่าเริง นำแฟชั่น อยู่ที่ไหนเป็นต้องเด่น ไม่เด่นเมื่อไหร่ กลุ้มใจเมื่อนั้น
D เป็นคนรักครอบครัวมากกก ระหว่างไปเที่ยวกับเพื่นกับอยู่กับครอบครัว คุณเลือกอยู่กับครอบครัวชัวร์ๆเลย คุณปลื้มครอบครัวของคุณอย่างกับอะไรดี

2.รูปแบบความรักที่คุณปรารถนา
A คุณปรารถนาความรักที่น่ารัก กุ๊กกิ๊ก หวานใส่กันทุกวัน Happy!!
B รักที่คุณต้องการต้องเคารพนับถือกันได้ ถ้าเขาไม่มีดีให้ทึ่ง คุณก็ไม่รักเขาหรอก
C คุณปรารถนารักแบบเพื่อนที่เปิดอกคุยกันได้ทุกเรื่อง

3.คุณตั้งหน้าตั้งตารอ "รัก" อยู่หรือเปล่า
A คุณกำลังตั้งหน้าตั้งตารอ "รัก" สุดๆ วันหนึ่ง...ถ้ามีความรักกะเขาก็สนุกล่ะ!
B คุณไม่ค่อยแฮปกับเรื่องรักเท่าไหร่นัก เพราะเข็ดขยาดกับรักที่ผ่านมา มีรักใหม่เข้ามาก็ยังหวั่นๆ ไม่กล้าเปิดใจตัวเอง
C คุณเชื่อเรื่องพรหมลิขิต ถึงเวลาความรักก็มาเองล่ะ ไม่ได้ตั้งหน้าตั้งตารอเล้ยยย แต่ละวันไม่เคยคิดเรื่องรักๆ หรอก

4.สิ่งที่คุณอยากได้ตอนนี้
A คุณอยากให้ใครๆ อิจฉาและทึ่งในตัวคุณ คุณอยากจะเก่งและโดดเด่นในสายตาคนอื่น
B คุณอยากให้ทุกคนเห็นความตั้งใจจริงของคุณ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานหรือการคบเพื่อน "ใจ" สำคัญสำหรับคุณมาก
C เงินคือสิ่งที่คุณปรารถนา ถ้ามีเงินมากคุณก็จะรู้สึกมั่นใจได้

5.ชายหนุ่มที่คุณปรารถนา
A คุณมั่นใจว่าคุณเป็นคนเก่ง ขืนเขาเก่งด้วยทะเลาะกันตายเยย ชอบคนว่านอนสอนง่าย
B คุณปรารถนาคู่รักแบบเพื่อน คุยกันได้ทุกเรื่อง มีสิทธิ์เท่าเทียมกัน ไม่มีใครนำใคร อย่างนี้แหละแจ๋ว!!
C คุณชอบคนที่เข้มแข็ง ปกป้องได้
D คุณชอบคนเก่ง ฉลาด เป็นผู้นำ เพราะคุณขี้อ้อนชอบเป็นผู้ตาม

6. ความพึงพอใจในตัวเอง
A คุณพึงพอใจในตัวเองมากกกก เรียกว่าหลงตัวเองเลยล่ะ ชอบแต่คำชม ห้ามติเด็ดขาด
B คุณจะพอใจในตัวเองก็ต่อเมื่อคุณทำตัวให้มีคุณค่า เช่น ทำงานได้ดี เรียนเก่ง คุณมักจะไม่ชอบตัวเองมากๆ ถ้าทำอะไรผิดพลาด
C คุณไม่พอใจตัวเองเอาซะเลย อย่างนี้ไม่ดีๆ คุณต้องพึงพอใจตัวเองบ้าง ถึงจะมั่นใจและมีความสุขได้
D  คุณพอใจตัวเองโดยธรรมชาติ ไม่ต้องเด่น ไม่ต้องเก่ง เป็นอย่างนี้ก็แฮปดีแล้ว
7. จุดอ่อนของคุณ
A คุณแพ้ลูกอ้อน ลองถ้าแฟนอ้อนคุณว่า "เหงาจัง... อยู่ด้วยกันนะ" รับรองว่าคุณจะปฏิเสธไม่ออก
B คุณแพ้ความโรแมนติก ถ้าเขาจู่โจมเข้ามากอดคุณด้วยท่าทางซาบซึ้ง ต่อให้โกรธแค่ไหนก็ใจอ่อน
C คุณแพ้บรรยากาศ ถ้าเขาสร้างบรรยากาศดีๆ พาคุณไปที่ดีๆ ที่เขาไปทำเจ้าชู้กับใครๆ ลืมหมด! เฮ้อออ